Sale Page ปิดการขายได้ในหน้าเดียว!

Sale Page ปิดการขายได้ในหน้าเดียว!

ในปัจจุบัน Sale Page หรือเซลล์เพจ เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ ปิดการขายง่าย ๆ ในหน้าเดียว ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าทั่วไป หรือสินค้าประเภทการให้บริการ เช่น คอร์สเรียนของโค้ช ครู หรือเทรนเนอร์ หรือสินค้าสายสุขภาพความงาม อาหารเสริมต่าง ๆ และที่ดีกว่านั้นคือการที่ Sale Page จะทำให้คุณสามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้นไปอีก! สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจ และยังไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นอย่างไรกับ Sale Page? และจะทำให้ Sale Page ของเราปิดการขายได้รวดเร็วขึ้นได้อย่างไร? Jinny Marketing มีคำตอบค่ะ

1. จัดระเบียบข้อมูลต่าง ๆ ให้เป็น Section 

เพราะ Sale Page คือหน้าเว็บไซต์ที่มีขึ้นเพื่อแสดงรายละเอียดสินค้าและบริการ รวมไปถึงโปรโมชั่นต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนว่ามีรายละเอียดมากมายที่เจ้าของแบรนด์อย่างเราต้องการที่จะสื่อสารกับลูกค้า แต่ อย่าลืมว่าพฤติกรรมการอ่านของลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญ เราไม่ชอบให้ตัวหนังสือรกฉันใด ลูกค้าเองก็ไม่อยากอ่านหน้าเว็บไซต์ที่ไม่เป็นระเบียบฉันนั้น ดังนั้น Jinny Marketing จึงขอแนะนำให้ผู้เริ่มทำ Sale Page ใหม่ ๆ จัดระเบียบข้อมูลดังนี้

  • Text Section : ขยายตัวหนังสือหัวข้อให้ใหญ่ต่างจาก Text ตัวอื่น เพื่อที่ผู้อ่านจะได้ไม่สับสนว่ากำลังอ่านหัวข้อใดใน Sale Page อยู่
  • Blank Section : เว้นช่องว่างสีขาวให้ Sale Page เพื่อให้ดูสบายตามากยิ่งขึ้น
  • Photo and Video Section : ภาพผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูด หรือวิดีโอ พร้อมข้อความอธิบายสินค้าและบริการของแบรนด์
  • Guarantee Section : สิ่งที่รับรองคุณภาพสินค้า เช่น หมายเลข อย. รางวัลการันตี หรือบทความวิจัยต่าง ๆ 
  • Q&A Section : คำถามที่พบบ่อย เพื่อตอบข้อสงสัยในใจของลูกค้า หากคำถามนั้นตรงใจลูกค้าและสามารถตอบได้ตรงกับที่ลูกค้าต้องการ การสั่งซื้อจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน!
  • Brand History/Story Section : ใส่ที่มาของแบรนด์/ธุรกิจ เกิดขึ้นจากอะไร? วิสัยทัศน์ของแบรนด์คืออะไร? จะสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ได้มากยิ่งขึ้น

2. ทำ Content บน Sale Page ให้ตรงใจลูกค้า!

ใช่ว่า Content จะสำคัญแค่บน Facebook page เท่านั้น แต่การทำ Content บน Sale Page เองก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะ Sale Page คือด่านสุดท้ายที่จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของแบรนด์ได้ ดังนั้นการทำ Content ให้เกี่ยวกับสินค้าและบริการ และสามารถตอบโจทย์กับลูกค้ามากที่สุดจะช่วยให้ปิดการขายได้ง่ายมากขึ้น! เช่น หากสินค้าของคุณคือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เกี่ยวกับเรื่องผิวพรรณ ก็ควรทำ Content เกี่ยวกับการดูแลผิวพรรณ อาทิ 4 “อาหารผิวที่คุณควรรับประทาน” หรือถ้าเป็นคอร์สสอนภาษา ก็ควรทำ Content ที่เกี่ยวกับการฝึกภาษา นั่นเองค่ะ 

3. นำ Sale Page ของเราไปทำโฆษณา

ข้อดีของ Sale Page คือการที่ไม่ว่าคุณจะทำโฆษณาบนแพลตฟอร์มไหน เช่น Facebook, Google หรือ Tiktok การมี Sale Page เป็น Landing page จะเป็นอาวุธสำคัญที่จะทำให้ปิดการขายได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะเมื่อลูกค้าคลิกโฆษณาและลิงก์มายัง Sale Page ของเรา ก็จะเจอกับข้อมูลมากมายที่ตอบทุกความต้องการและความสงสัยของลูกค้าที่มีต่อสินค้าและบริการได้ง่าย ๆ ที่สำคัญ Sale Page ของเราสามารถเอา Pixel จาก Facebook มาฝังแล้วเก็บข้อมูล Pixel ไปทำโฆษณาต่อได้ และนำไปปรับปรุงให้ Sale Page ของเราตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ แต่อย่างไรก็ตาม อย่าลืมคำนึงถึงกฎหมายเกี่ยวกับการโฆษณาด้วยนะคะ 

สำหรับคนที่เริ่มการทำธุรกิจและคิดจะทำการตลาดออนไลน์ หรือเพิ่งได้เริ่มทำ Sale Page เป็นครั้งแรก คุณก็สามารถมี Sale Page ที่มีประสิทธิภาพจนสามารถปิดการขายได้ในหน้าเดียวได้ เพียงแค่ประยุกต์ใช้ตามข้อแนะนำที่ Jinny Marketing ได้มอบเคล็ดลับไว้ ก็เตรียมรับยอดขายปัง ๆ จาก Sale Page ของคุณได้เลยค่า!

……………………………..

ช่องทางติดตาม

IG : https://www.instagram.com/jinnymarketing/

Twitter :  https://twitter.com/JinnyMarketing

Fan page :  https://www.facebook.com/jinnymarketing/

Messenger :  m.me//jinnymarketing/

Youtube :  Youtube : https://bit.ly/3alC9VB

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

2 × five =